"การรอดชีวิต" ไม่ใช่จุดจบ — ตัวตนของความรู้สึกผิดที่ทรมานผู้รอดชีวิต

"การรอดชีวิต" ไม่ใช่จุดจบ — ตัวตนของความรู้สึกผิดที่ทรมานผู้รอดชีวิต

ทำไมฉันถึงรอดชีวิตเพียงคนเดียว — "ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต" ที่พรากชีวิตหลังจากนั้นของผู้รอดชีวิต

"ดีใจที่คุณยังมีชีวิตอยู่"

เมื่อมีคนที่เคยประสบเหตุการณ์ร้ายแรง ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ สงคราม หรือโรคร้ายแรง ผู้คนรอบข้างมักจะพูดเช่นนี้ ไม่มีเจตนาร้าย แต่ในคำพูดนั้นมีทั้งความโล่งใจและการแสดงความยินดี ชีวิตได้รับการช่วยเหลือ กลับไปหาครอบครัวได้ และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันต่อไปได้ จากภายนอก มันคือ "โชคดี" อย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้รอดชีวิต คำพูดเดียวกันนี้อาจมีความหมายที่แตกต่างออกไป

"ทำไมถึงเป็นฉันคนเดียว?"

คำถามนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่ว่าตัวเองทำให้ใครตาย ไม่ได้เลือกที่จะรอดชีวิต บังเอิญที่สถานที่ต่างกัน บังเอิญที่ที่นั่งต่างกัน บังเอิญที่หนีไปไม่กี่วินาทีก่อน บังเอิญที่ฟื้นตัวจากโรค บังเอิญที่กระสุนหรือเศษซากหรือไฟเลี่ยงตัวเอง แต่เมื่อ "บังเอิญ" นั้นหนักเกินไป คนจะรู้สึกว่าการรอดชีวิตเป็นความผิดของตัวเอง

บทความใน stern Crime ของเยอรมัน "Das Überlebensschuld-Syndrom. Ein Essay" กล่าวถึงความรู้สึกนี้ว่า "Überlebensschuld" หรือความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต คำถามหลักที่บทความนี้ตั้งขึ้นนั้นชัดเจน สิ่งที่ทำให้คนทรมานหลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงไม่ใช่แค่ความทรงจำของความกลัว แต่เป็นความไม่สมดุลที่ตัวเองรอดชีวิตและคนอื่นตาย ซึ่งบางครั้งอาจผูกมัดคนไว้ยาวนาน


"ผู้ที่รอดชีวิต" ได้รับการช่วยเหลือจริงหรือไม่

ในการรายงานเหตุการณ์หรือภัยพิบัติ มักจะพูดถึงจำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้ต้องสงสัย สาเหตุ และขนาดของความเสียหาย และเมื่อเวลาผ่านไป "ผู้รอดชีวิต" มักถูกมองว่าเป็นความหวัง คนที่ได้รับการช่วยเหลือ คนที่หนีรอด คนที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ การแสดงออกเหล่านี้ไม่ผิด แต่ชีวิตหลังจากนั้นไม่ได้ถูกสรุปด้วยคำว่า "ปาฏิหาริย์" เสมอไป

ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตหมายถึงสภาวะทางจิตใจที่ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ร้ายแรงรู้สึกเสียใจ ขอโทษ รู้สึกผิด อับอาย และโทษตัวเองที่รอดชีวิตแม้คนอื่นจะตาย คำอธิบายทางจิตวิทยาระบุว่าเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์หลากหลาย เช่น อุบัติเหตุ สงคราม ภัยพิบัติ การก่อการร้าย การยิงกัน โรคระบาด หรือโรคร้ายแรง

สิ่งที่โดดเด่นคือ ไม่จำเป็นต้องมีความรับผิดชอบจริงอยู่เสมอ

เช่น คนที่รอดชีวิตเพียงคนเดียวในรถคันเดียวกัน คนที่หนีจากที่เกิดเหตุไฟไหม้แล้วรู้ว่าคนที่อยู่ข้างหลังตาย คนที่รอดจากโรคเดียวกันในโรงพยาบาลแต่เพื่อนร่วมโรคตาย ทหารที่สูญเสียเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ในสนามรบ คนที่หนีจากการกระทำร้ายแรงในโรงเรียน โรงละคร คอนเสิร์ต หรือที่ทำงาน

พวกเขาอาจเข้าใจในหัวว่า "ไม่ใช่ความผิดของตัวเอง" แต่ใจเริ่มคำนวณอย่างอื่น

ถ้าหันกลับไปตอนนั้น
ถ้าจับมือคนนั้นไว้
ถ้านั่งที่ที่นั่งนั้น
ถ้าตัวเองตายก่อน
ทำไมฉันถึงหัวเราะ
ทำไมฉันถึงกินอาหาร
ทำไมฉันถึงยังมีชีวิตอยู่วันนี้

ความโหดร้ายของคำถามนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีคำตอบ แต่คือการที่รู้ว่าไม่มีคำตอบแต่ยังคงถามต่อไป


ความรู้สึกผิดเป็นการตอบสนองของใจที่พยายามคืนความเป็นระเบียบ

คนมักจะยอมรับความบังเอิญได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำลายพื้นฐานของโลก เช่น ความตาย ความรุนแรง หรือภัยพิบัติ คนจะพยายามค้นหาว่า "ทำไมถึงเกิดขึ้น" "เป็นความผิดของใคร" "ทำอะไรได้เพื่อป้องกัน"

ในบางแง่ นี่เป็นการตอบสนองตามธรรมชาติ ถ้าหาสาเหตุเจอ อาจป้องกันได้ในครั้งต่อไป ถ้าเห็นความรับผิดชอบ โลกอาจกลับมาเป็นที่เข้าใจได้อีกครั้ง แต่เหตุการณ์ร้ายแรงส่วนใหญ่ไม่ง่ายขนาดนั้น มีสิ่งที่ไม่มีใครหยุดได้ ไม่มีการตัดสินใจใดที่เปลี่ยนแปลงได้ มีบทบาทของโชคและความบังเอิญ

แต่ใจยังคงไม่ชอบความว่างเปล่า

และบางครั้งอาจหันความรับผิดชอบไปที่ "ตัวเอง" ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใกล้ที่สุด การโทษตัวเองเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่บางครั้งยังทนได้ดีกว่าความรู้สึกหมดหนทางอย่างสิ้นเชิง การคิดว่า "ตัวเองผิด" ช่วยรักษาภาพลวงตาว่า "น่าจะทำอะไรได้" มีการทำงานของใจที่พยายามคืนความรู้สึกควบคุมที่สูญเสียไป

แต่ภาพลวงตานั้นไม่ได้ช่วยคน แต่กลับทำให้เจ็บปวดนานขึ้น ผู้รอดชีวิตพยายามแบกรับชีวิตของคนที่ตาย ห้ามตัวเองมีความสุข หัวเราะ สนุก สร้างความสัมพันธ์ใหม่ หรือประสบความสำเร็จในงานก็รู้สึกเหมือน "ทรยศ" ผลคือ ผู้รอดชีวิตอาจหนีจากเหตุการณ์ร้ายแรงทางร่างกาย แต่ยังคงถูกขังอยู่ในที่นั้นทางจิตใจ


เสียงในโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วย "ฉันก็เคยเป็นแบบนั้น"

 

หัวข้อนี้หนักเพราะไม่ได้จำกัดเฉพาะเหตุการณ์พิเศษ โพสต์เกี่ยวกับความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตมีมากมายในโซเชียลมีเดียและกระดานสนทนา ไม่เพียงแต่ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุ แต่ยังรวมถึงคนที่รอดจากโรคร้ายแรงเช่นโรคหลอดเลือดสมองหรือมะเร็ง คนที่สูญเสียครอบครัว คนที่ผ่านสงครามหรือการทารุณกรรม หรือภัยพิบัติ

ในโพสต์ของผู้ที่เคยประสบโรคหลอดเลือดสมอง มีการฟื้นตัวและสามารถเดินได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นบวกเช่นการเรียนรู้ภาษาใหม่ แต่ทุกครั้งที่อ่านบันทึกทางการแพทย์ที่บอกว่า "อาจไม่รอด" ก็รู้สึกว่า "ตัวเองไม่ควรแข็งแรงขนาดนี้" ในความคิดเห็น มีคนที่เคยประสบโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ มาร่วมแบ่งปันว่า "ไม่รู้ว่าทำไมถึงรอด" ขณะที่บางคนให้กำลังใจว่า "ไม่ต้องรู้สึกผิด" หรือ "คุณต่อสู้เพื่อมีชีวิต"

ในโพสต์เกี่ยวกับ PTSD คนที่สูญเสียเพื่อนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเป็นวัยรุ่น ยังคงโทษตัวเองว่า "ทำไมไม่หยุด" แม้จะผ่านไป 30 ปีแล้ว ความคิดเห็นที่ได้รับไม่ใช่แค่การปลอบใจ แต่เป็นการบอกว่า "ตอนนั้นคุณยังเด็ก" "ไม่ต้องตัดสินตัวเองในอดีตด้วยการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน" "อนาคตที่ไม่เกิดขึ้นไม่มีใครรู้" คำพูดเหล่านี้แสดงถึงการสนับสนุนที่โซเชียลมีเดียบางครั้งมี

ในทางกลับกัน การตอบสนองในโซเชียลมีเดียต้องใช้ความระมัดระวัง การบอกผู้รอดชีวิตว่า "จงเข้มแข็ง" หรือ "พยายามเพื่อคนที่ตาย" อาจเป็นภาระหนัก แม้ว่าจะมีเจตนาที่ดี คำว่า "ใช้ชีวิตเพื่อคนที่ตาย" อาจสวยงาม แต่สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องอาจกลายเป็นภาระใหม่ว่า "ชีวิตของตัวเองไม่พอ" หรือ "ต้องแบกรับชีวิตของคนอื่นด้วย"

จากเสียงในโซเชียลมีเดีย เราเห็นว่าความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตมีสองด้าน หนึ่งคือการเป็นที่รู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว อีกด้านคือคำพูดที่มีเจตนาดีอาจทำให้ผู้รอดชีวิตรู้สึกกดดันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


"ใช้ชีวิตเพื่อคนที่ตาย" เป็นการช่วยเหลือหรือไม่

ในภาษาญี่ปุ่น หลังจากเหตุการณ์เศร้าโศก มักจะมีการใช้คำว่า "ใช้ชีวิตเพื่อคนที่ตาย" เป็นคำพูดที่ใช้เพื่อให้กำลังใจครอบครัวหรือผู้รอดชีวิต และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

แน่นอนว่ามีคนที่ได้รับการช่วยเหลือจากคำพูดนี้ คนที่ไม่ลืมคนที่ตายและพยายามให้ความสำคัญกับชีวิตของตัวเอง คนที่หันไปทำกิจกรรมสังคมหรือการสนับสนุน คนที่พยายามเล่าเรื่องราวเพื่อป้องกันเหตุการณ์เศร้าโศกเดียวกัน

แต่คำพูดนี้ไม่ได้มีผลกับทุกคน

สำหรับคนที่ทรมานจากความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต "ใช้ชีวิตเพื่อคนที่ตาย" อาจกลายเป็นคำสั่งที่โหดร้าย เมื่อวันหนึ่งของตัวเองไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง รู้สึกเสียใจต่อคนที่ตาย เมื่อทำงานล้มเหลว เมื่อไม่สามารถสนุกสนานได้ เมื่อเหนื่อยจนทำอะไรไม่ได้ รู้สึกว่า "ตัวเองไม่สามารถพิสูจน์คุณค่าของการรอดชีวิตได้"

โดยพื้นฐานแล้ว เหตุผลที่คนมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เพราะทำอะไรสำเร็จ ไม่ใช่เพราะใช้ชีวิตอย่างยอดเยี่ยมแทนคนอื่น ผู้รอดชีวิตไม่มีหน้าที่ต้องเป็นฮีโร่ ไม่มีหน้าที่ต้องเป็นพยาน ไม่มีหน้าที่ต้องเป็นนักกิจกรรม ไม่มีหน้าที่ต้องขอบคุณตลอดเวลา

สิ่งที่จำเป็นคือการบอกว่า "การที่คุณมีชีวิตอยู่ไม่ต้องการคำอธิบาย"


"การเปรียบเทียบ" ที่ทรมานผู้รอดชีวิต

รากของความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตคือการเปรียบเทียบ

ตัวเองรอดชีวิต คนอื่นไม่รอด
ตัวเองเดินได้ คนอื่นเดินไม่ได้
ตัวเองกลับบ้านได้ คนอื่นกลับไม่ได้
ตัวเองฟื้นตัว คนอื่นตาย

การเปรียบเทียบนี้ถูกต้องในฐานะข้อเท็จจริง แต่ไม่ใช่สิ่งที่วัดค่าของมนุษย์ การที่ผลลัพธ์ของชีวิตต่างกันไม่ได้หมายความว่าผู้รอดชีวิตได้แย่งชิงอะไรไป การรอดชีวิตของตัวเองไม่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับการตายของใคร

แต่ใจยังคงรู้สึก "ไม่ยุติธรรม" ทำไมไม่เป็นคนที่อายุน้อยกว่า ทำไมไม่เป็นคนที่มีลูก ทำไมไม่เป็นคนที่ใจดี ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีความรู้สึกทางจริยธรรมที่เห็นคุณค่าของชีวิตคนอื่นมากกว่าชีวิตของตัวเอง

แต่สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิตเป็น "การพิสูจน์ความใจดี" แต่ไม่ใช่ "ความจริง" การที่รู้สึกผิดอย่างมากไม่ได้หมายความว่ามีความผิดจริง การที่ทรมานอย่างลึกซึ้งไม่ได้หมายความว่าควรได้รับการลงโทษ


สังคมมองเห็น "หลังจากนั้น" หรือไม่

หลังจากเหตุการณ์หรือภัยพิบัติ สังคมจะให้ความสนใจกับผู้รอดชีวิต สื่อจะขอคำให้การ คนรอบข้างจะตรวจสอบความปลอดภัย และหน่วยงานหรือองค์กรสนับสนุนจะช่วยสร้างชีวิตใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสนใจจะลดลง

แต่ความทรมานของผู้รอดชีวิตอาจปรากฏขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในช่วงแรกอาจยุ่งกับการมีชีวิตอยู่ การจัดการงานศพ ขั้นตอน การรักษา การย้ายที่อยู่ การดำเนินคดี การตอบสนองต่อสื่อ การดูแลครอบครัว ไม่มีเวลารู้สึกถึงอารมณ์ แต่บางครั้งหลังจากหลายเดือน หลายปี หรือหลายสิบปี "วันนั้น" จะกลับมา

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย มีกรณีที่ผู้คนรู้สึกถึงความรู้สึกผิดหลังจากฟื้นตัวและชีวิตเริ่มสงบลง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนกลับมาหนักหน่วงในช่วงหนึ่งของชีวิต นี่แสดงให้เห็นว่าบาดแผลทางใจไม่จำเป็นต้อง "หายไปเองเมื่อเวลาผ่านไป"

สิ่งที่สังคมสามารถทำได้ไม่ใช่แค่แสดงความเห็นใจหลังจากเหตุการณ์เศร้าโศก แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้รอดชีวิตสามารถขอความช่วยเหลือได้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ไม่จำกัดเวลาการสนับสนุนให้สั้นเกินไป ไม่บังคับให้คนที่ไม่อยากพูดต้องพูด และไม่ปัดเรื่องของคนที่อยากพูดว่า "เป็นเรื่องเก่าแล้ว"

การละทิ้งมุมมองที่ว่า "เพราะรอดชีวิตแล้วจึงไม่เป็นไร" เป็นจุดเริ่มต้น


สิ่งที่คนรอบข้างสามารถทำได้และไม่ควรทำ

เมื่ออยู่ใกล้คนที่ทรมานจากความรู้สึก